เทศน์เช้า

วันอาสาฬหบูชา

๘ ก.ค. ๒๕๔๑

 

วันอาสาฬหบูชา
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์เช้า วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๑
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

วันนี้วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศธรรมจักร สอนปัญจวัคคีย์ เหมือนกับผู้ที่ปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมตามความเป็นจริงแล้วเอาธรรมความเป็นจริงนั้นออกมาประกาศให้โลกรู้ไง เคลื่อนไง พระพุทธเจ้าประกาศธรรมจักร เห็นไหม เทวดาส่งขึ้นไปเป็นชั้นๆ เลยว่าพระพุทธเจ้าได้ประกาศธรรมจักร ธรรมจักรนี้ได้เคลื่อนไปแล้ว สิ่งที่ว่าไม่มีมันได้เกิดขึ้นตามความเป็นจริงแล้วไง

เพราะถ้าพระพุทธเจ้าพูด พระพุทธเจ้ารู้องค์เดียว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีความสุขมาก เสวยวิมุตติสุขอยู่ตั้ง ๔๙ วัน เสวย ๗ วัน ๗ วันมาตลอดเลย แล้วสุดท้ายถึงออกมาสอนปัญจวัคคีย์ไง แล้วพระอัญญาโกณฑัญญะได้ตรัสรู้ธรรมตาม คือมีพยานยืนยันกันว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว

นี่ใครก็บอกได้ สมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มีคนปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้าๆ มากมายเลย แต่ไม่สามารถมีเครื่องยืนยันได้ แต่วันนี้พระพุทธเจ้าประกาศธรรมจักร ประกาศเสร็จแล้วพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เป็นผู้ที่เห็นเป็นพยานกันไง เป็นผู้เห็นตามธรรม อย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์ทดลองวิทยาศาสตร์เสร็จแล้ว แล้วมีผู้ทดลองซ้ำ แล้วมันเหมือนกันไง ถึงเป็นพยานออกมายืนยันว่าเป็นธรรมะที่แท้จริง

วันนี้ถึงเป็นวันสำคัญที่ให้ชาวพุทธนี้ได้เป็นนักขัตฤกษ์ ต้องให้มาทำบุญกุศล คิดถึงหลักความจริงอันนั้น ธรรมะอันสูงส่งคือ เอโก ธัมโม ธรรมอันเอกไง ธรรมอันเอกเป็นเครื่องอยู่อาศัย เราถวายเทียนพรรษา เห็นไหม ถวายเทียนพรรษาเพื่อจุดให้แสงสว่าง มันเป็นตัวแทนของปัญญาไง แสงสว่างของปัญญานะ อาโลโก อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ

อาโลโก อุทะปาทิ ความสว่างของธรรมจักร มันรวมกันแล้วมันสว่างไสว สว่างภายในนะ นี่ตาใสๆ มองเห็นอย่างนี้ เหมือนคนตาบอดเพราะอะไร? เพราะเห็นด้วยตาเนื้อไง การพิจารณาเหมือนกัน เราพิจารณาทางโลก พิจารณาไปแล้วเราอยากได้หรือไม่อยากได้ เรามองสมบัติของโลก เรามองสภาวะความเป็นไปของโลกมันเสื่อม แล้วเรามีความเศร้าใจว่าอย่างไร? เราอยากให้มันกลับขึ้นมาให้มันดีอย่างเก่าใช่ไหม? เราไม่ได้สลดใจว่ามันเป็นสภาวะตามความเป็นจริง

มันเป็นอนิจจัง เห็นไหม พระพุทธเจ้าบอกแล้วว่า

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นต้องดับไปเป็นธรรมดา”

ความเจริญเกิดขึ้นมันคู่กับความเสื่อม ประเทศที่เจริญขึ้นมามากมายแล้วก็เสื่อมไปๆ โลกนี้มันเฉพาะโลกปัจจุบันนี้หรือ? เมืองที่เจริญนี้เป็นปัจจุบันนี้หรือ? ดูตั้งแต่ประวัติศาสตร์ เห็นไหม ตั้งแต่สมัยโรมมันก็เสื่อมไปหมดแล้ว เสื่อมไปหมดแล้ว

นี่ก็เหมือนกัน มันเสื่อมไปหมดแล้วเพราะมันเป็นอนิจจัง สรรพสิ่งนี้เป็นอนัตตาทั้งหมด ความเป็นอนัตตานี้เป็นความเคลื่อนไป เพราะเราไม่มีปัญญารู้เท่าตามความเป็นจริงแบบพระพุทธเจ้าสอนถึงเนื้อหาของธรรมไง เนื้อหาของธรรมถึงว่าเราต้องถวายเทียนพรรษา เพราะมันเป็นเคล็ดไง ว่าให้เรามีแสงสว่าง ให้เรามีปัญญาพ้นจากความทุกข์อันนี้

ความทุกข์ที่มันฝังใจอยู่นี่เราพ้นไปได้อย่างไร? พ้นไปด้วยวิธีการใด? พ้นไปด้วยปัญญาเลาะความข้องใจออก เลาะด้วยอะไร? เลาะด้วยปัญญา ปัญญาตรงไหน? ปัญญาต้องเกิดจากสมาธิที่หนุนเนื่อง ไม่ใช่ปัญญาที่เราใคร่ครวญกันอยู่นี้ ปัญญาที่เราศึกษาเล่าเรียนนี้เป็นวิชาชีพ เป็นปัญญาที่หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่ใช่ปัญญาหาเลี้ยงใจ

ปัญญาหาเลี้ยงใจ คือว่าบังคับใจตัวเองไม่ให้เสวยอารมณ์สิ่งที่มันอยาก มันทะยานอยากไง ใจมันทะยานอยาก มันคิดโกรธ มันคิดผูกพัน มันคิดรัก มันคิดอยากแสวงหา เห็นไหม คือมันเสวยอารมณ์ มันกินอารมณ์นั้นเข้าไปแล้ว ปัญญาต้องไปแยกแยะตรงนี้ แยกแยะว่าให้ปากของใจ ปากใหญ่ๆ ในหัวใจนี้ให้มันกินสิ่งที่ถูกต้อง ให้มันกินสิ่งที่ตามความเป็นจริง

วิชาชีพเลี้ยงปาก วิชาธรรมเลี้ยงหัวใจไง เลี้ยงให้หัวใจนี้เป็นสุข เลี้ยงให้หัวใจนี้อิ่มหนำสำราญพออยู่ได้ ไม่ต้องเคลื่อนไปตามสิ่งที่เขาเย้ายวนนะ หัวใจหรือตาของเราเห็นสิ่งโฆษณา เห็นสิ่งชวนเชื่อ มันลากให้เราไปซื้อของได้ทุกอย่างที่เขาโฆษณาชวนเชื่อ จะจำเป็นหรือไม่จำเป็นมันวิ่งตามเขาไป เพราะมันไม่มีปัญญาตัวยับยั้งไง

ปัญญาของโลก ปัญญาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญญาสิ่งล่อ เขาเอาเครื่องนี้มาล่อ เห็นไหม คนมีปัญญา คนฉลาดเขาล่อให้คนโง่เดินตาม นี่ปัญญาอย่างนั้นเป็นโลกียปัญญา ปัญญาที่ว่าเคลื่อนไปเคลื่อนมาเป็นอนิจจังทั้งหมด แต่ปัญญาที่ว่าพระพุทธเจ้าสอนปัญญาภายใน คือปัญญาที่ว่าเราดูใจ ใจนั้นมันสุขหรือมันทุกข์

ความดูใจคือการฝึกฝนปัญญา สมาธิทำให้หัวใจนี้อิ่มหนำสำราญในการอิ่มตัวมันเอง คือตัวพลังงานไง จิตนี้มันเคลื่อนไปหมดเลย โอ่งน้ำนี่มันรั่วมันจะไม่มีน้ำอยู่ในโอ่งนั้นเลย เราปิดรูรั่วของโอ่งนั้น น้ำจะเต็มโอ่งนั้น น้ำเต็มโอ่งนั้นโอ่งนั้นจะชุ่มเย็นก่อน เพราะมันมีน้ำหล่อเลี้ยง แล้วเราไปใช้น้ำในโอ่งนั้น เราจะเป็นประโยชน์

สมาธิเป็นอย่างนั้นไง จิตใจนี่มันคิดมันออกหมด เวลาเราคิดอะไรที่เป็นโลก เราคิดกว้านแต่เอาความคิดข้างนอกเข้ามา มันเหมือนเอาไฟเข้ามาเผาใจ เหมือนกับโอ่งรั่ว โอ่งนั้นรั่ว โอ่งนั้นไม่มีน้ำ เราปิดโอ่งนั้นก็ปิดโอ่งเพื่อให้มันสะสมน้ำได้ คือเรายับยั้งใจไม่ให้คิดเพื่อให้มันเป็นสมาธิ ความเป็นสมาธินี้เหมือนกับโอ่งน้ำนั้นมีน้ำเฉยๆ แต่ปัญญาเกิดจากการใช้น้ำนั้น

สมาธิโดยธรรมชาติมันไม่สามารถชำระกิเลสได้ สมาธิสามารถให้ใจนี้อิ่มหนำสำราญอยู่ในสมาธิธรรมได้ แต่สมาธิไม่เกิดปัญญาขึ้นมาเด็ดขาด ถึงต้องมีโลกุตตรปัญญา ปัญญาภายในไง ปัญญาของพระพุทธเจ้าคือปัญญาการรู้เท่าทันกองสังขาร ปัญญาในธรรมะคือปัญญารู้เท่าทันในกองสังขาร สังขารคือความคิด ความปรุง ความแต่ง สังขารนั้นคือสังขารร่างกาย สังขารภายใน สังขารคือความคิด ปัญญาหลังความคิด ตามความคิดของตัวทัน

ดูอย่างตอนนี้เศรษฐกิจมันตกต่ำ มีการทำร้ายกัน มีการฆ่ากัน มีการทำลายตัวเอง เพราะอะไร? ก็เพราะมันไม่มีปัญญาตัวนี้ไง เพราะมันคิดถึงความเจ็บช้ำของเรา มันคิดถึงวาสนาของเรา คิดถึงว่าเราเป็นคนด้อยวาสนา เราเป็นคนทุกข์คนยาก มันคิดย้ำไปๆ แล้วมันก็ทำลายตัวเอง เห็นไหม ถ้าปัญญาของพระพุทธเจ้ามันจะทันตรงนี้ไง เราเกิดมาเรามีแต่มือเปล่าๆ มา ออกจากท้องพ่อท้องแม่มาใครเอาสมบัติมาด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็มาแสวงหาเอา แล้วมันเสื่อมไปมันจะไปไหนเราก็เท่าทุน

เกิดมาก็มีแต่ตัว เวลามันสร้างขึ้นมาแล้วมี แล้วมันจากไปก็เท่าเก่า เราขาดทุนตรงไหน? เราไม่ได้ขาดทุนเลย แต่พอมันขาดไปเราว่ามันขาดทุน ทำไม? เราเห็นสมบัติภายนอกสำคัญกว่าตัวเราไง เห็นสิ่งต่างๆ สำคัญกว่าตัวเราไง เราว่าเรานี่รักตัวเองทุกคนเลย แต่โง่ทุกคนเลย เพราะไปเห็นสิ่งข้างนอกเหนือเรา เห็นไหม พอเข้ามาใกล้ก็เห็นร่างกายนี้เหนือจิตใจ จิตใจนี้มันเป็นนามธรรมมองไม่เห็น แต่ร่างกายนี้ขัดสีฉวีวรรณกันนะ กลัวจะไม่งาม ไม่ต้องใจ

ก็เหมือนกัน ร่างกายนี้ก็หยาบอีก เพราะใจมันละเอียดกว่าร่างกาย นี่มันขยับเข้ามาๆ ปัญญาภายใน ถ้ามีปัญญาตัวนี้ใช้ปัญญาไง เอาตัวรอดได้ เอาตัวรอดได้จากเศรษฐกิจ จากภาวะความเป็นไปของโลก นี่ธรรมะของพระพุทธเจ้า วันนี้พระพุทธเจ้าประกาศธรรมอันละเอียดกว่านั้นนะ อันละเอียดภายใน อันละเอียดภายในคือว่าต้นขั้วของความคิดภายในที่ทำทุกอย่างในหัวใจนั้น ตัวนั้นคือตัวธรรมแท้ แล้วสิ่งที่ว่าเป็นธรรมชาติ เป็นธรรม อันนี้เป็นธรรมเปรียบเทียบไง

อย่างเช่นท่านพูด เวลาท่านสอน เห็นไหม พระพุทธเจ้าสอนเปรียบเทียบออกมาให้เป็นบุคลาธิษฐานให้ย้อนกลับมา ย้อนกลับมา เหมือนกับที่ว่าสามเณรน้อยเดินไปเห็นเขาชักน้ำเข้านา ทำไมมันชักน้ำเข้านาได้ น้ำนี่เป็นวัตถุ ทำไมเขาชักน้ำเข้านาได้ ทำไมเราไม่สามารถชักธรรมเข้าหัวใจเราได้ มันเปรียบเทียบสิ่งข้างนอกเข้ามา แล้วเข้ามาภายใน

แม้แต่ครูบาอาจารย์ เห็นไหม เห็นต้นข้าว ต้นข้าวนั้นมันเกิดขึ้นมา มันเป็นเมล็ดข้าว เมล็ดข้าวนี้ถ้าตกลงดินอีกมันก็เกิดอีก เมล็ดข้าวนี้เราสีแล้วเราเอาไปหุง เมล็ดข้าวนี้เกิดไม่ได้ หัวใจของเราก็เหมือนกัน ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิดตลอดเวลา มันเพราะอะไร? เพราะเหมือนเมล็ดข้าวนั้น เพราะเมล็ดข้าวนั้นมันมีชีวิต มันมีเชื้อที่ว่าต้องเกิดต่อไป ถ้าเมล็ดข้าวนี้ได้การอบมันจะเกิดไม่ได้ไง

หัวใจนี้ได้การอบรมด้วยตบะธรรมไง ตบะธรรม มัคคะอริยสัจจังเข้าไปอบรม เข้าไปเผาผลาญจนกิเลสนั้นหมดไป ไม่มีการเกิดไง นี่เพราะเราเปรียบเทียบเข้ามา สิ่งที่เปรียบเทียบให้ย้อนกลับเข้าไปภายในหัวใจ ไม่ใช่เปรียบเทียบออกไปเพื่อพิจารณากันข้างนอกใช่ไหม? เราเปรียบเทียบสิ่งนั้นมา แล้วเราก็วิเคราะห์วิจัยสิ่งที่เปรียบเทียบนั้นออกมาเรื่อยๆ ออกมาเรื่อย ออกจนกลายเป็นวัตถุไปเลย ออกจนพ้นจากหลักเกณฑ์ไปทั้งหมดเลย

นั่นน่ะชาวพุทธที่ว่าวิเคราะห์วิจารณ์กัน วิเคราะห์วิจารณ์กันเอาไฟมาสุมใจตัวเอง ถึงว่านี่ปัญญา การใช้ปัญญาถึงว่าการให้แสงสว่างของปัญญา ตัวแทนไง ถึงจะไม่เกิดตอนนี้ มันก็เกิดต่อไปข้างหน้า เพราะสละไว้ตอนนี้ แม้แต่คำพูดนี้ที่มันไม่น่าพูด แต่มันก็พูดนะ ที่ว่าอย่างเช่นพระอริยเจ้าทุกๆ องค์ใช่ไหม? แต่อดีตชาติในพระไตรปิฎก เห็นไหม เคยทำบุญกับพระพุทธเจ้าอย่างนั้นๆ จะได้ผลอย่างนั้นๆ

นี่ก็เหมือนกัน เราได้ทำบุญไว้มันจะให้ผลต่อไปข้างหน้า ถึงจะได้เกิดปัจจุบันนี้ไง พระพุทธเจ้าสอนถึงการทำทานปัจจุบันนี้ ๑.ได้บุญกุศล ได้ความสุข ๒.ตายไปแล้วได้เสวยผลอีก เห็นไหม ตายไปแล้วไง ทีนี้พูดอย่างนั้นพูดเป็นกลางๆ ไว้เพื่อไม่ให้คนมันเจาะจงติเตียนพระไตรปิฎกไง พระไตรปิฎกพูดไว้อย่างนั้นเลย ถ้ามีเราก็ได้ประโยชน์ ถ้าไม่มีเราก็ไม่เสียหายอะไร ถ้านรก สวรรค์ไง การเกิดอย่างนั้น แต่เกิดเด็ดขาด

ถ้าไม่เกิดเด็ดขาดดูอย่างวัตถุ เห็นไหม อย่างเช่นสายพานการผลิตของรถ ถ้าสายพานการผลิตออกมาจากไหน มันจะปั๊มมาเหมือนกันหมดเลย ทำไมลูกๆ เกิดจากพ่อแม่เดียวกันไม่เคยเหมือนกันซักคนหนึ่ง มันต้องเหมือนกันสิ พ่อแม่คนไหนบ้างไม่อยากให้ลูกสวยสดงดงาม ไม่อยากให้ลูกเป็นคนดี แต่ทำไมออกมาแล้วมันไม่เหมือนกันล่ะ? เพราะกรรมจากจิตดวงที่เกิดนั้น พ่อแม่นี้เป็นเจ้าของลูก

พ่อแม่ เห็นไหม ไข่ของแม่กับเชื้อของพ่อ จิตปฏิสนธิตัวนั้น ตัวที่มาเกิด จิตปฏิสนธิมาเกิดเป็นตัวของเขา ถึงว่าเลี้ยงลูกได้แต่กายไง หัวใจเราเลี้ยงไม่ได้ เพราะกรรมของเขามีในหัวใจของเขา กรรมของเขาอันนั้นมันเป็นความสะสมมาของใจ ความเคยใจ เป็นนิสัย เป็นความที่ฉันเคยตัวมาเป็นอย่างนั้น อันนั้นตรงนั้น แต่ตรงนี้แก้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นไม่ได้ นี่พูดให้เห็นว่าการทำบุญกุศลแล้วมันจะไปต่อไปเป็น ๒ ชั้น ๓ ชั้นไง ถ้าคนฉลาดถึงได้อยากจะทำบุญไง

ทำบุญแล้ว ๑.ปัจจุบันนี้ได้ นี่ได้ ๒.ได้ความสุข ความพอใจ ได้ของตัวเองอยู่แล้ว เพราะว่าเราให้คนอื่น ของหลุดจากมือเราไป คนอื่นที่หยิบไป คนที่ได้รับของจากเรา คนที่ได้มันต้องมีความพอใจสิ ความพอใจที่เขาเก็บไว้นะ แต่ถ้าเราให้เด็ก เห็นไหม เด็กกระโดดโลดเต้นเลย มีความสุขไหม? เราเป็นคนให้ความสุขเขา ทำไมเราไม่มีความสุข เราให้ความพอใจเขา ทำไมเราไม่มีความพอใจ นั่นปัจจุบัน แล้วต่อไปล่ะ? แล้วย้อนกลับๆ จิตดวงนั้นก็เหมือนกับโอ่งน้ำนั่นล่ะ ปิดไปเรื่อยๆ

นี่ก็เหมือนกัน ทำบุญกุศลไปเรื่อย เหมือนกับเราทำความเคยชิน อย่างเช่นเช้าออกกำลังกายนี่ทุกวัน ออกอย่างนี้ทุกวัน ลองไม่ออกวิ่งสิ ทำบุญๆๆ ทำจนเคยชิน จิตดวงนั้นตายไปไม่ต้องลงไปที่พญายมที่ว่าต้องไปวินิจฉัยไง ถ้ายังก้ำกึ่งอยู่เราเป็นคนดิบๆ สุกๆ ตายไปก้ำกึ่งก็ต้องไปตรงนั้น

แต่ในพระไตรปิฎกบอกไว้ว่ามีอยู่ คหบดีทำบุญกุศลไว้มาก ก่อนจะสิ้นใจตายสวรรค์ทุกชั้นเปิดหมดเลย รถม้าจากสวรรค์ทุกชั้นมารอรับ จะไปชั้นไหนก็ได้ เพราะจิตใจดวงนั้นมันสะสมมาเต็มอิ่ม เต็มพอดีไง เหมือนกับเราเป็นเจ้าของห้องในคอนโดมิเนียม ชั้นไหนเราซื้อไว้หมด เราจะไปไหนก็ได้เพราะเราเป็นเจ้าของ เราสะสมใจจนสิทธิของใจนี้สมกับสวรรค์ชั้นไหน มันไปได้หมดไง

นี่บุญกุศลอันนั้น ไม่ต้องไปลงตรงที่ มันเป็นจาตุมที่ต้องไปแบ่งแยกก่อน ตรงนั้นใกล้กับมนุษย์มาก ที่ว่าอาหารที่เป็นทิพย์นี่ไง อาหารที่เป็นทิพย์ๆ พอตอนแรกเป็นทิพย์ไปเรื่อยๆ นี่สละออกมา ถึงว่าศาสนาพุทธนี้ประเสริฐมาก สอนตั้งแต่เรื่องการเป็นบุญกุศลที่ว่าอยู่ในวัฏวนไง เกิดขึ้นเหมือนพลังงานใช้แล้วต้องหมดไป กับเป็นบุญกุศลแท้ๆ จากการทำสมาธิธรรมเกิดเป็นพรหม ถ้าทำจิตสงบแล้ว จิตนั้นตายดับขณะนั้นเป็นพรหมเด็ดขาด เห็นไหม จากสวรรค์ จากพรหม จะนิพพาน! สิ้นไปโดยไม่มีเชื้อเลย

ศาสนาพุทธสอนละเอียดลออมาก เราถึงว่าศาสนานี้ประเสริฐ แต่เราใช้ตรงไหนล่ะ? เราใช้กันไม่เป็น ชาวพุทธใช้ศาสนาพุทธไม่เป็น เอาศาสนามาหนุนกิเลสของตัวเอง เราเป็นชาวพุทธ พระพุทธเจ้าสอนให้ปล่อยวาง ปล่อยให้วางเฉย เป็นคนที่ไม่มีหลักเกณฑ์ เป็นคนที่ไม่มีถนนเดินไง เป็นคนที่ปฏิเสธชีวิตของตัวเองทั้งหมดเลย ปิดกั้นตัวเองทั้งหมด เพราะเราปล่อยวาง เราเป็นคนปล่อยวาง นี่ว่าทำไม่ได้ ทำอย่างนี้เป็นกิเลส ทำอย่างนี้เป็นกิเลส ต้องทำ พระพุทธเจ้าสอนถึงมัคคะอริยสัจจัง ความเพียรชอบ ความดำริชอบ การงานชอบ พระพุทธเจ้าให้ปล่อยวางเฉยที่ไหน?

ทำจนถึงจุดหนึ่งมันอิ่มโดยตัวมันเอง มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ความเป็นไปโดยอัตโนมัติ อันนั้นมันจะเกิดขึ้นโดยความเป็นจริง ปัจจัตตังรู้จำเพาะตน แต่ไม่ใช่ว่ายังไม่ทำอะไรเลย เราเรียนวิชาการมาแล้วปล่อยวาง เราศึกษาทฤษฎีวิทยาศาสตร์มาแล้วเราไม่เคยทดลองเลย เรารู้ทฤษฎีอยู่อย่างนั้นแหละ ถึงเวลาจำเป็นขึ้นมาเราทำไม่ได้นะ อย่างเช่นปัจจุบันนี้ไฟฟ้าดับเราหุงข้าวกันไม่ได้หรอก เพราะเราไม่เคยหุงข้าวกันแล้ว เราทำไม่เป็น แต่วิชาการนั้นถ้าเราหุงไว้ ไฟฟ้าไม่มีเราก็หุงข้าวได้

อันนี้ก็เหมือนกัน ลองเราทำเป็นจากภายใน มันเป็นโดยความเป็นจริง ตามความเป็นจริงนั้นถึงเป็นธรรมแท้ไง ธรรมแท้จะเกิดขึ้นจากภายใน เกิดขึ้นจากภายในเพราะภาชนะที่จะใส่ธรรมได้คือหัวใจของมนุษย์ทุกคน ปุถุชนทุกคนนี่แหละ ปุถุชนคนหนาด้วยกิเลส การฟังธรรม การฝึกฝนตนเองจนเป็นกัลยาณปุถุชน ผู้ที่เป็นกัลยาณปุถุชนคือว่าไม่ใช่เป็นปุถุชนคนหนาด้วยกิเลสนะ เป็นปุถุชนอยู่ เป็นกัลยาแล้ว เป็นกัลยาณัง เป็นผู้ที่มีความเพียรชอบ เป็นผู้ที่เป็นอริยมรรคไง

ผู้ที่เป็นอริยมรรค บุคคล ๘ จำพวก จากปุถุชนขึ้นเป็นโสดาปัตติมรรค นี้เป็นบุคคลจำพวกหนึ่งในสังฆคุณ เห็นไหม ๘ จำพวกไง เป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล บุคคล ๘ จำพวกเกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัติคนๆ เดียวนั่นแหละ แต่อยู่ในขั้นตอนไหนก็บุคคลคนนั้นไง ไม่ใช่ว่า ๘ คนรวมกัน คนเดียว บุคคลผู้ปฏิบัติคนเดียว (เทปขัดข้อง)

เราถึงได้มาเวียนเทียนกันนะ เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เพราะมันต้องมีชาติ มีศาสนา มีพระมหากษัตริย์.. มีชาติ ชาติคือคนรวมกันขึ้นมาเป็นชาติ ความสมานของคนอยู่ในชาตินั้นให้ความร่มเย็นคือศาสนา ตัวศาสนาไง ศาสนาพุทธเป็นการสะสมมา เป็นการตกผลึกออกมา เป็นวัฒนธรรมประเพณี ค่อนประเทศวันนี้ถึงมีการเวียนเทียนไง

การเวียนเทียน เวียนเทียนเพื่ออะไร? การเวียนเทียนเป็นศาสนพิธี เป็นพิธีกรรมในศาสนาพุทธ เป็นการเคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฉะนั้นเราจะเวียนเทียน เพราะศาสนาพุทธเราเกิดในประเทศอันสมควร มีศาสนา มีวัฒนธรรมประเพณี ให้ความเป็นอยู่ของเรามีความสุขไง

ชาติอื่น ประเทศอื่น ความเป็นอยู่ของเขา เขาว่าเขาเจริญขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่เขาไม่มีเครื่องดูดดื่มของหัวใจ คนไม่มีที่พึ่งของใจมันทุกข์ในหัวใจ จะมีสมบัติหรือไม่มีสมบัติมันก็ทุกข์อยู่อย่างนั้นแหละ แต่ถ้าหัวใจมีที่พึ่ง จะมีสมบัติหรือไม่มีสมบัติมันก็พอเป็นเครื่องอยู่ เครื่องอาศัยไง ถึงว่าศาสนาพุทธมันตกผลึกมาเป็นวัฒนธรรมประเพณีให้เราได้เจริญรอยตามใช่ไหม?

ทีนี้เราเข้ามาเพื่อจะเวียนเทียน เวียนเทียนเพื่ออะไร? เวียนเทียนนี้เป็นศาสนพิธีใช่ไหม? พิธีกรรม การเวียนเทียนเพื่อเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่ออะไร? เพื่อให้ชีวิตเรามีหลักมีเกณฑ์ไง

ชีวิตนี้คืออะไร? คนเกิดมานี่ เกิดมาเป็นชีวิตนี้คืออะไร? เราเกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วเราต้องอยู่ในครอบครัว แล้วเราต้องตายไปเฉยๆ หรือ? ศาสนาจะบอกถึงว่าคนเกิด เกิดมาจากไหน? เกิดมามีกรรม จะดำรงต่อไปอย่างไร? แล้วจะไปไหนต่อไง

ถึงบอกว่าเหมือนกับแม่น้ำ เมื่อก่อนแม่น้ำแม่กลองน้ำมีมากเลย เราใช้อย่างไรก็ได้ ใครๆ ก็ใช้ได้ ต่อไปน้ำนี้จะต้องแบ่งสรรปันส่วนกัน ศาสนาถ้าเจริญขึ้นมา เจริญขึ้นมา มันมีน้ำเป็นตัวสมานไง ตัวสมานให้ประชาชนมีความเป็นสุข ถ้าศาสนาเจริญ หัวใจเราศาสนาเจริญ เราจะมีความสุขในหัวใจเรา ถ้าศาสนานี้แห้งผาก ความเป็นไปแห้งผาก มันจะทำให้เราเร่าร้อนไง

ฉะนั้น การมาเวียนเทียนเพื่อจะสร้างบุญกุศลให้กับหัวใจ ให้เกิดมีน้ำในหัวใจเราขึ้นมาไง ให้ความร่มเย็นเป็นสุข มีแก่น มีที่ยึดที่มั่นของหัวใจไง ไม่ใช่หัวใจอยู่แบบแห้งแล้ง อยู่กันแบบไม่รู้จะพึ่งใคร เศรษฐกิจมันจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่นะ เหมือนกับเราคนหนึ่ง ใครก็แล้วแต่อยู่บนเครื่องบิน แล้วเราตกเครื่องบินมา เครื่องบินนี้บินไป แล้วผู้โดยสารในเครื่องบินนั้นเขาก็บินไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่สำหรับเราคนหนึ่ง เราอยู่ในเครื่องบินนั้น แล้วเราตกเครื่องบินนั้นลงมา เราจะมีความคิดอย่างไรถ้าเราตกจากเครื่องบินนั้น เราไม่มีโอกาสไปถึงจุดหมายปลายทางใช่ไหม?

การเกิด เราเกิดมานี่เกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ ก็เหมือนเรามาอยู่ในเครื่องบินลำหนึ่ง แล้วเราจะไปถึงสิ้นสุดที่จุดปลายทางของเครื่องบิน คือว่าเราตายไปสมควรกับอายุขัยของเรา แต่ถ้าเราตายไปโดยที่เราเกิดอุบัติเหตุ หรือว่าเราทำลายตัวเราเอง ก็เหมือนเราตกจากเครื่องบินนั้นน่ะ เราตกออกจากเครื่องบินนั้นไป แล้วเราก็ไม่ไปถึงจุดหมายปลายทางตามความเป็นจริง

อันนั้นถึงว่าการที่เศรษฐกิจมันเป็นไปอย่างไรก็แล้วแต่ เราจะต้องดูตัวของเราไง เราจะต้องดูตัวของเราให้หัวใจเราเข้มแข็ง หัวใจเราเข้มแข็ง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็ยืนอยู่บนเศรษฐกิจนั้นได้ ถ้าหัวใจไม่เข้มแข็งมันโทษตัวเองไง ทำไมเราทุกข์? ทำไมเราเป็นอย่างนี้? ทำไมเราไม่เหมือนกับชาวบ้านเขา?

ความทุกข์ในหัวใจมีทุกดวง ทุกๆ ดวงใจตั้งแต่ราชา มหากษัตริย์ ลงมายังคนทุกข์ คนจน มีทุกดวง เพราะความทุกข์นี้เป็นความจริง เป็นอริยสัจ แต่เขาเก็บงำไว้ในหัวใจ เขาไม่พูดออกมาไง ให้เราหันหน้าเข้าหากันนะ แล้วเราบอกว่ามีแต่ความทุกข์เอามาพูดกันไม่มีวันจบ ไม่มีวันจบหรอก คุยกันแต่เรื่องความทุกข์มันจะมีมหาศาลเลย แต่เขาเก็บไว้ในหัวใจ หมายถึงว่าทุกคนก็มีความทุกข์เหมือนกัน เพราะมันเป็นความจริง เราเกิดมาเพื่อเผชิญกับความทุกข์ แล้วเราควบคุมความทุกข์ของเราได้ แล้วความทุกข์นั้นอยู่ในหัวใจ มันถึงมีความสุขไง ความทุกข์นั้นสงบลง ความสุขจะเกิดขึ้น ทุกข์นั้นสงบตัวลง เห็นไหม มืดแล้วต้องสว่าง สว่างแล้วก็มืด หมุนไปเวียนมาไง เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์

เราจะเอาสุขมากหรือเอาทุกข์มาก ถ้าเราจะเอาสุขมากเราต้องมานี่ เห็นไหม เวลาจะเวียนเทียนนะ พุทโธรอบแรก ธัมโมรอบที่สอง สังโฆรอบที่สาม เวลาเวียนเทียน เพราะรัตนตรัยเป็นแก้วสารพัดนึก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแก้วสารพัดนึกของเรา สารพัดนึกตรงไหน? พระพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ศาสนา ตัวศาสนธรรมแก้วสารพัดนึก เช่น มีศีล ๕ เราไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เราไม่ใช้จ่ายความเป็นไป

จะมาเวียนเทียน จะมาถือศีล พอพ้นจากนี่ไปก็ไปกินเหล้าเมายา มันได้อะไรขึ้นมา? แต่ถ้าเรามีศีล ไอ้ตรงนั้นมันทำให้ร่างกายแข็งแรง มีเวลาทำงาน ไม่ทำให้เสียทรัพย์ เก็บสะสมไว้มันจะรวยไหม? นี่มีศีลก็มีทรัพย์ตามมาทันทีเลย ทรัพย์นั้นจะเกิดจากตรงนี้ขึ้นมาทันที นี่ถึงทำให้เราเจริญขึ้นๆ เพราะเรามีศีลก่อน ตัวศาสนพิธีไง

ศาสนพิธีนี้เป็นเส้าหนึ่งในสามเส้า เห็นไหม ในทาน ในศีล ในภาวนา ในปริยัติ ในปฏิบัติ ในปฏิเวธ การทำกิจกรรมนี้มันเป็นการปฏิบัติ ปฏิเวธคือความสุขที่เกิดขึ้น ในปฏิเวธหมายถึงผล ผลก็มีหยาบ มีกลาง มีละเอียด การปฏิบัติก็มีหยาบ มีกลาง มีละเอียด ในปริยัติก็มีหยาบ มีกลาง มีละเอียด การศึกษามา การฟังมานี่มันเข้าใจ แต่เข้าใจแล้วเราก็มีความสว่างในใจ มันก็เป็นอย่างหยาบๆ มาตลอด รู้หยาบๆ ทำหยาบๆ ผลหยาบๆ รู้ละเอียด ทำละเอียด ได้ผลละเอียด เราถึงได้สะสมตรงนี้ขึ้นไป

ศาสนธรรมคือคำสั่งสอน คือการละเว้นไง ยิ่งละเว้นเท่าไหร่หัวใจยิ่งสงบขึ้น ละเว้นเท่าไหร่ การละเว้น ศีลคือความปกติของใจ เรานั่งอยู่นี่มีศีล ๕ ทุกคน ทุกคนมีศีลบริสุทธิ์หมดเลยขณะปัจจุบันนี้ เพราะไม่ได้ทำความผิด ศีลคือความปกติ ความปกตินั้นจะทำให้ใจร่มเย็นขึ้นมาเรื่อยๆ จากปกติภายนอก ปกติเข้าไปภายในไง

นี่การปฏิบัติถึงว่าเป็นแก้วสารพัดนึกไง นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรานึกไม่ถึง เราไม่เชื่อมั่นในแก้วสารพัดนึกของชาวพุทธเราไง เราเรียกร้อง เราเร่าร้อนว่าเราเป็นชาวพุทธ เราทำบุญ เราตักบาตร ทำไมมันไม่สมความปรารถนาของเรา เพราะเราจับจด เราไม่มั่นคง เราไม่มั่นคงในศาสนา เราไม่มั่นคงเอง เราก็ไม่ได้ผลตามที่เราเข้าได้มากได้น้อย เราเข้าได้ลึก เราเข้าได้มากเราก็จะได้มาก เราเข้าได้น้อยเราก็จะได้น้อย เราเข้าได้กลางเราก็จะได้กลาง

นี่ถึงว่าเป็นสามเส้า เส้าหนึ่งคือการเวียนเทียนนี้ การเวียนเทียนเพราะเราเคารพไง ถึงจะได้ผลไม่ได้ผล เราเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์พระอริยเจ้า ผู้ปฏิบัติธรรม ทำไมมันจะไม่ได้ผล เราต้องจดจ่อตั้งใจถึงตรงนั้นไง เราอธิษฐานเอาเลย เพราะว่าการเวียนเทียนนี้ เวลาเราใส่บาตรตอนเช้า เห็นไหม มันเป็นอาหาร เป็นวัตถุมา เราว่าเป็นการทำบุญ เราบูชาด้วยธูป เทียน ดอกไม้ เครื่องของหอม มันจะไม่ได้บุญได้อย่างไร?

ดอกไม้กว่าเราจะได้มา เราบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยดอกไม้ บุญกุศลมันมหาศาลนะ มันเคารพที่ใจไง เหตุการณ์ทำบุญตอนเช้าหรือการเวียนเทียนก็แล้วแต่ เป็นวัตถุนั้นเพื่อให้ใจนี้ได้ดูดดื่ม ใจนี้ถ้ามันมั่นคง มันสุขใจ ใจนี้มันจะได้ตรงนั้นไง ได้ความพอใจ ความพอใจ ความสะสมของใจ ใจจะอิ่มขึ้นเรื่อยๆ อิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงว่ามันเย็นโดยปกติ

ศีลภายใน อธิศีล ไม่ใช่ศีลภายนอกที่ขอจากพระ ศีลวิรัติขึ้นจากใจเลย ใจปกติ ใจมั่นคง ใจนั้นเป็นศีลโดยอัตโนมัติ สมุจเฉทขึ้นมาในหัวใจตัวเดียวของเราเองเลย วิรัติขึ้นมาเอง มันเป็นโดยปกติของมัน เห็นไหม เป็นปกติในหัวใจ ถึงว่าเราอันนี้เข้าถึงโดยลึก โดยลึกหมายถึงเข้าถึงโดยการประพฤติปฏิบัติ ความเชื่อมั่นไง

ใหม่ๆ ไปขอพระ ก็ต้องแบบว่าให้พระเป็นพยานเพื่อให้รับรู้กัน สุดท้ายแล้วไม่ต้อง เราเองนึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะเราเข้าใจแล้วเราพอใจจะทำ เราเห็นผลของมันไง ความสงบภายในหัวใจเรา ความสงบในครอบครัวของเรา ความสงบในบ้านของเรา ในพ่อ ในแม่ ในลูก ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน ในครอบครัวนั้นมีความสุขอันนั้นคือบุญ บุญคือในครอบครัวนั้นมีความร่มเย็นเป็นความสุข อันนั้นนะบุญอยู่ตรงนั้น

บุญกุศลหมายถึงความสุขของใจ วัตถุสิ่งของนั้นเป็นเครื่องอาศัยมา เป็นเครื่องที่จรมาอีกทีหนึ่ง เพราะมันเป็นเครื่องอาศัย มันจะมีมากมีน้อย บางคนมีมากมีน้อยมันอยู่ที่อำนาจวาสนา เราเป็นคนมีบุญ แต่เราทุกข์จนเข็ญใจแต่มีบุญ เห็นไหม มีในพุทธกาลเป็นพระอรหันต์นะ แต่ไม่สามารถหาบาตรได้ซักใบหนึ่ง พาหิยะฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ขอพระพุทธเจ้าบวช พระพุทธเจ้าว่าไปหาบาตรก่อน แม้แต่บาตรใบเดียวก็หาไม่ได้ พระอรหันต์นะไปหาบาตรอยู่จนควายขวิดตาย เขาเป็นถึงพระอรหันต์ทำไมทรัพย์สมบัติแค่บาตรใบเดียวยังหาไม่ได้ อันนั้นถึงว่ามันเป็นเครื่องจรมา

พระอรหันต์มีบุญไหม? มี มีเด็ดขาด พระอรหันต์ต้องบุญมากที่สุดถึงเป็นพระอรหันต์ได้ แต่ทำไมบาตรใบหนึ่งยังหาไม่ได้เลย วัตถุนี้เทียบไม่ได้กับบุญ บุญกุศลหมายถึงความสุขในหัวใจ ในครอบครัวนั้นมีความสุข อันนั้นคือบุญไง ไม่ใช่ไปตื่นตรงนั้น เราไปเห็นตรงนั้นปั๊บเราลืมค่าของตัวเราเอง ลืมค่าของเราเอง เราไปมองข้างนอก ทุกข์ๆ ข้างนอก พอเราวางอันนั้นได้เรามีคุณค่าขึ้นมา

เหมือนกับอยู่ในบ้าน เราแบกรับภาระในบ้านหมดเลย เราสลัดทิ้ง เราเดินออกจากบ้านมา เราโล่งหมดเลย เราสบายหมดเลย เราไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งของในบ้านนั้น เห็นไหม ในบ้านนี่งานการมันมหาศาล ทุกอย่างต้องเก็บให้มันเสร็จเรียบร้อยถึงจะเสร็จงานนั้น ถ้าเราออกจากบ้านนั้นมา เราไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ

อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามันเข้าใจมันไม่ต้องไปแบกรับตรงนั้นไง เพราะมันปล่อยวางเข้าใจตามความเป็นจริงว่าสิ่งนั้นมันจำเป็นต้องหามา เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์มีปากมีท้อง ต้องหาโดยเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าไปเกาะเกี่ยว นี่พูดถึงอุปาทานของใจ ถ้าเรามีปัญญาเข้าไปครอบงำแล้ว อุปาทานของใจนี้มันจะไม่ยึดมั่น ความไม่ยึดมั่นจะเป็นความสุขไง

เราทุกข์เพราะเรามีอุปาทาน เรายึดมั่นโดยไม่รู้สึกตัว แต่ไม่ใช่ไม่ให้แสวงหา ทุกคนต้องแสวงหาแต่ตามความเป็นจริง แล้วไม่ไปยึดกับมันจนเป็นทุกข์ขึ้นมาไง แสวงหาตามความเป็นจริงแล้วเรายึดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งไง ไอ้ตรงยึด ไอ้ตรงอยากได้ ไอ้ตรงเสียใจ ที่ไม่ได้ตามความหวัง อันนั้นเป็นกิเลส แต่การแสวงหาตามความจริง อันนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เป็นหน้าที่ของคนทำงานไง แต่ถ้าแสวงหามายึดอันนั้นถึงเป็นกิเลส ไม่สมควรไปยึดมัน ปล่อยไว้ตามความเป็นจริง

นี่ให้ย้อนกลับมาตรงนี้ เราถึงมาเวียนเทียนกันขึ้นมาให้จิตใจเราเข้มแข็ง ให้จิตใจเราสู้กับสภาวะ ให้ครอบครัวเรา ให้ตัวเรา เหมือนกับที่ว่าเครื่องบิน ให้เราโดยสารเครื่องบินไปโดยสวัสดิภาพ ลงเครื่องบินโดยเครื่องบินจอดตามความเป็นจริงไง ว่าชีวิตหนึ่งให้เราเกิดมาดี เครื่องบินขึ้นมาก็ขึ้นมาสูง เห็นไหม เกิดเป็นมนุษย์นี่ประเสริฐที่สุด แล้วเครื่องบินก็ลง แล้วก็จอด แล้วเราก็ลงตามความเป็นจริง

เรามีเสบียงไปไง เราจะมีเสบียงไป ลงจากเครื่องบินก็มีกระเป๋าถือไปจะไปไหนก็ได้ ลงจากเครื่องบินมามีแต่ตัวเปล่าๆ ไม่มีเสบียงไป เห็นไหม บุญกุศลเป็นเสบียงต่อไปภายภาคหน้า เราต้องสะสมของเรา พระพุทธเจ้าสอนตั้งแต่มาจากไหน? มาจากกรรม เกิดเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ก็ทุกข์ต่อไป แล้วตายแล้วจะไปไหน? นี่บุญกุศลพาไปๆ เรามีเสบียงไป

นี่รัตนตรัยถึงว่าเป็นแก้วสารพัดนึก นึกตั้งแต่ชาตินี้ นึกตั้งแต่ชาติต่อไปได้หมด ได้หมดจริงๆ นะ เพียงแต่พวกเราไม่มั่นคง ไม่มั่นใจ เข้าไม่ถึงไง มีของดีเป็นไก่ได้พลอย กบเฝ้ากอบัว เห็นแต่น้ำหวานๆ นะ แต่ไม่เคยได้ลิ้มรสน้ำหวานนั้นเลย หัวใจไม่เคยดูดดื่มธรรมไง หัวใจเฝ้าอยู่ นี่พิธีๆ เฝ้าแต่พิธีไง มันเข้าไม่ถึงตัวน้ำหวานนั้น เข้าถึงแต่ถุงพลาสติก เห็นไหม ไปลูบๆ ที่ถุงพลาสติกนั้น แต่น้ำหวานอยู่ในถุงพลาสติกนั้นมันต้องทะลุถุงพลาสติกนั้นเข้าไปไง ทะลุความยึดมั่นถือมั่น ทะลุความตระหนี่ ทะลุความไม่อยากทำ ให้เข้าไปถึงตรงนั้นเราจะมีความสุข

นี่ตัวศาสนา ถึงว่าแก้วสารพัดนึก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วันนี้วันอาสาฬหบูชา พระพุทธเจ้าเทศน์ธรรมจักร ปัญจวัคคีย์ พระอัญญาโกณฑัญญะตรัสรู้ธรรม เป็นพยานเป็นองค์ที่ ๒ เลย เราทำงานของเราเสร็จคนเดียวไม่มีใครมารับประกัน เราก็ว่าเราเก่งคนเดียวไง คนอื่นเขาไม่ยอมรับรู้ด้วยหรอก แต่พอมาเทศน์วันนี้ เทศน์ธรรมจักร แล้วพระอัญญาโกณฑัญญะตรัสรู้ธรรม พระพุทธเจ้าบอก

“อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

เป็นพยานกันไง ผู้ที่รู้ธรรมถึงว่ามันตามๆ กันมา ไม่ใช่ว่าพูดคนเดียว ด้นเดาคนเดียวไง มีพยานหลักฐานมา วันนี้เราถึงต้องมา เพราะว่าพระพุทธเจ้าประกาศธรรม แล้วธรรมจักรเคลื่อนไป ธรรมจักรได้เคลื่อนแล้ว เทวดานี้แซ่ซ้องสรรเสริญตลอดไป

เราเป็นชาวพุทธ เราอยู่ท่ามกลางที่ว่าเทวดาเขาอยากได้ นี่ธัมมจักกัปปวัตนสูตร วันนี้วันที่ประกาศ แล้วเราถึงต้องเข้ามาปฏิบัติธรรมเพื่อจะให้ถึงตามความเป็นจริง ถ้าทำไม่ได้ก็ใช้บุญกุศลนี้เป็นเครื่องดำเนินไปก่อน

ตั้งใจ เดี๋ยวเสร็จแล้วจะพาทำวัตรนิดหนึ่ง แล้วก็จะให้เวียนเทียนเลยนะ